
ขั้นตอนปฏิบัติในการทำความสะอาดเครื่องแก้วในห้องปฏิบัติการไม่ได้มีเพียงการล้างสิ่งตกค้างออกจากภาชนะเท่านั้น แต่ประกอบด้วยกระบวนการและขั้นตอนการทำงาน ตั้งแต่การเตรียมเครื่องแก้ว การทำความสะอาด การล้างสารตกค้าง การกลั้วด้วยน้ำบริสุทธิ ไปจนถึงการทำให้แห้ง โดยแต่ละขั้นตอนมีหน้าที่แตกต่างกัน และควรกำหนดให้เหมาะสมกับประเภทของเครื่องแก้ว สิ่งตกค้าง และลักษณะการใช้งานของห้องปฏิบัติการ
โดยห้องปฏิบัติการที่มีการใช้งานเครื่องแก้วเป็นจำนวนมากหรือมีการใช้งานอย่างต่อเนื่อง การทำความสะอาดด้วยมืออาจใช้ทั้งเวลาและแรงงาน ซึ่งอาจเกิดความแตกต่างจากวิธีการปฏิบัติงานของแต่ละบุคคล ดังนั้นเครื่องล้างเครื่องแก้ว หรือ Laboratory Washer จึงเข้ามามีบทบาทในการช่วยจัดการกระบวนการทำความสะอาดให้เป็นระบบ และสามารถกำหนดเงื่อนไขของแต่ละขั้นตอนได้อย่างเหมาะสม
เครื่องล้างเครื่องแก้วทำงานอย่างไร?
เครื่องล้างเครื่องแก้วสำหรับห้องปฏิบัติการ (Laboratory Washer) เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกระบวนการทำความสะอาดเครื่องแก้วและอุปกรณ์ภายในห้องปฏิบัติการ โดยระบบสามารถดำเนินกระบวนการล้างภายใต้โปรแกรมที่กำหนดไว้
โดยขั้นตอนกระบวนการล้างทำความสะอาด (Reprocessing) โดยทั่วไปประกอบด้วยขั้นตอนหลัก ได้แก่
- การเตรียมเครื่องแก้วก่อนทำความสะอาด (Pre-cleaning)
- การล้างทำความสะอาด (Cleaning)
- การจัดการสารเคมีตกค้าง (Neutralizing)
- การล้างสารตกค้างออกจากเครื่องแก้ว (Rinsing)
- การล้างในขั้นตอนสุดท้าย (Final Rinsing)
- การทำให้เครื่องแก้วแห้ง (Drying)
ทั้งนี้ รายละเอียดของกระบวนการสามารถแตกต่างกันตามประเภทของเครื่องแก้ว สิ่งตกค้าง และข้อกำหนดของการใช้งานภายในห้องปฏิบัติการ การทำงานของเครื่องจึงไม่ได้เป็นเพียงการฉีดน้ำเพื่อขจัดคราบ แต่เป็นการนำขั้นตอนต่าง ๆ มาจัดลำดับและกำหนดเงื่อนไข เช่น การจ่ายน้ำ การจ่ายน้ำยาทำความสะอาด อุณหภูมิ และระยะเวลาของแต่ละขั้นตอน เพื่อให้กระบวนการสามารถดำเนินไปภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
กระบวนการและขั้นตอนการทำงานของเครื่องล้างเครื่องแก้ว
1. Pre-cleaning: การเตรียมเครื่องแก้วก่อนทำความสะอาด
ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการทำความสะอาดหลัก เครื่องแก้วอาจต้องผ่านการเตรียมเบื้องต้น หรือ Pre-cleaning เพื่อช่วยจัดการกับสิ่งตกค้างที่อยู่บนพื้นผิว ลักษณะของขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของสิ่งตกค้าง เช่น โปรตีน คราบเกลือโลหะ น้ำมัน หรือไขมัน เนื่องจากสิ่งตกค้างแต่ละประเภทมีคุณสมบัติแตกต่างกัน จึงควรเลือกวิธีการเตรียมให้เหมาะสมกับลักษณะของคราบ
ตัวอย่างเช่น Protein สามารถเริ่มต้นด้วยการ Pre-cleaning ด้วยน้ำเย็น ก่อนเข้าสู่การทำความสะอาดด้วยสารทำความสะอาดชนิดด่าง ขณะที่ Metallic Salts และ Oils หรือ Waxes อาจต้องใช้แนวทางที่แตกต่างกันด้วยการ Pre-cleaning ด้วยน้ำร้อนก่อน
ดังนั้น Pre-cleaning จึงเป็นขั้นตอนที่ช่วยเตรียมเครื่องแก้วให้เหมาะสมก่อนเข้าสู่กระบวนการ Cleaning และควรพิจารณาตามประเภทของสิ่งตกค้างเป็นหลัก
2. Cleaning: การล้างทำความสะอาด
ขั้นตอนการล้างทำความสะอาดเป็นขั้นตอนที่มีวัตถุประสงค์หลักในการกำจัดสิ่งตกค้างที่เกาะอยู่บนพื้นผิวของเครื่องแก้วและอุปกรณ์โดยกลไกที่เกิดขึ้นอาจเป็นการละลาย การทำปฏิกิริยาทางเคมี การทำให้ไขมันหรือน้ำมันกระจายตัว หรือการทำให้อนุภาคต่าง ๆ แขวนลอยอยู่ในน้ำเพื่อให้สามารถถูกกำจัดออกในระหว่างกระบวนการล้าง
การตั้งค่าขั้นตอนการล้างทำความสะอาด จึงควรพิจารณาจากประเภทของสิ่งตกค้างร่วมกับปัจจัยอื่น เช่น อุณหภูมิน้ำล้าง เวลา รวมถึงความเข้มข้นของน้ำยาล้างทำความสะอาด (Process Chemicals) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันในการกำหนดประสิทธิภาพของกระบวนการทำความสะอาด
ดังนั้น การทำความสะอาดจึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มความเข้มข้นของน้ำยาหรือเพิ่มอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว แต่ควรเลือกเงื่อนไขให้เหมาะสมกับประเภทของเครื่องแก้วและสิ่งตกค้าง
3. Neutralizing: การจัดการสารเคมีตกค้าง
หลังจากขั้นตอนการล้างทำความสะอาด เครื่องแก้วอาจมีสารเคมีจากกระบวนการทำความสะอาดตกค้างอยู่ จึงมีขั้นตอนการจัดการสารเคมีตกค้าง (Neutralizing) เพื่อช่วยจัดการกับสารตกค้างเหล่านี้
วัตถุประสงค์การจัดการสารเคมีตกค้าง คือการทำให้สารตกค้างของน้ำยาล้างทำความสะอาด ที่อยู่บนหรือภายในพื้นผิวของเครื่องแก้วและอุปกรณ์ถูกทำให้เป็นกลาง โดยในกรณีที่ขั้นตอนล้างทำความสะอาดใช้สารทำความสะอาดชนิดด่าง มักใช้สารที่มีคุณสมบัติเป็นกรดสำหรับการจัดการสารเคมีตกค้าง
ขั้นตอนนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมเครื่องแก้วก่อนเข้าสู่การล้างสารตกค้างออกจากเครื่องแก้ว และช่วยจัดการสารตกค้างจากกระบวนการทำความสะอาดให้เหมาะสมกับขั้นตอนต่อไป
4. Rinsing: การล้างสารตกค้างออกจากเครื่องแก้ว
ขั้นตอนการล้างสารตกค้างออกจากเครื่องแก้ว (Rinsing) เป็นขั้นตอนเพื่อกำจัดสิ่งตกค้างที่ถูกละลายหรือหลุดออกมา รวมถึงน้ำยาล้างทำความสะอาด หรือน้ำยาจัดการสารเคมีตกค้าง ที่ยังคงอยู่บนพื้นผิวของเครื่องแก้วและอุปกรณ์ การล้างสารตกค้างสามารถทำซ้ำหลายซ้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีสารเคมีตกค้างอยู่กับเครื่องแก้วและอุปกรณ์
5. Final Rinsing: การล้างในขั้นตอนสุดท้าย
การล้างในขั้นตอนสุดท้าย (Final Rinsing) เป็นขั้นตอนการล้างในช่วงท้ายสุดของกระบวนการ ก่อนเข้าสู่การทำให้แห้ง โดยขั้นตอนนี้สามารถใช้น้ำ Demineralised Water หรือ Ultrapure Water ตามข้อกำหนดของการใช้งาน และโดยทั่วไปจะดำเนินการที่อุณหภูมิสูงขึ้น โดยเอกสาร AK LAB ระบุว่า Final Rinsing มักใช้อุณหภูมิ ≥70°C เพื่อช่วยลดเชื้อที่อาจอยู่ในน้ำและสนับสนุนขั้นตอน Drying ที่ตามมา
ดังนั้น คุณภาพน้ำและเงื่อนไขของ Final Rinsing จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ควรพิจารณาให้เหมาะสมกับการใช้งานของเครื่องแก้วหลังผ่านกระบวนการ
6. Drying: การทำให้เครื่องแก้วแห้ง
หลังจากผ่านขั้นตอนการล้าง เครื่องแก้วจะยังคงมีน้ำอยู่บนพื้นผิวและภายในภาชนะ จึงต้องผ่านขั้นตอน ทำให้เครื่องแก้วแห้ง (Drying) วัตถุประสงค์ของทำแห้งคือการกำจัดน้ำออกจากพื้นผิวของเครื่องแก้วและอุปกรณ์ รวมถึงภายในห้องล้างของเครื่องล้าง
การทำให้แห้งจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการล้างทำความสะอาด และช่วยเตรียมเครื่องแก้วให้พร้อมสำหรับการนำไปใช้งานหรือจัดเก็บต่อไป
ปัจจัยที่มีผลต่อกระบวนการทำความสะอาด
แม้เครื่องล้างเครื่องแก้วจะสามารถจัดการกระบวนการต่าง ๆ ตามโปรแกรมที่กำหนด แต่ผลลัพธ์ของการทำความสะอาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเครื่องเพียงอย่างเดียว ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นที่ควรพิจารณาร่วมกัน ได้แก่
- ประเภทของเครื่องแก้วและอุปกรณ์ — ขนาด รูปทรง วัสดุ และลักษณะการใช้งาน
- ประเภทของสิ่งตกค้าง — สารเคมี ตัวอย่าง โปรตีน ไขมัน หรือสิ่งตกค้างประเภทอื่น
- ชนิดของน้ำยาล้างทำความสะอาด (Process Chemicals) — การเลือกสารทำความสะอาดและสาร จัดการสารเคมีตกค้าง ให้เหมาะสม
- อุณหภูมิและเวลา — เงื่อนไขของกระบวนการที่เหมาะสมกับงาน
- คุณภาพน้ำ — คุณภาพน้ำที่เหมาะสมกับแต่ละขั้นตอน
- การจัดวางเครื่องแก้ว — เพื่อให้น้ำและกระบวนการทำความสะอาดเข้าถึงพื้นผิวที่ต้องการได้อย่างเหมาะสม
ในระบบ เครื่องล้างเครื่องแก้วสำหรับห้องปฏิบัติการ น้ำและ น้ำยาล้างทำความสะอาด ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการ โดยระบบสามารถใช้น้ำใหม่ในแต่ละ ขั้นตอนการล้าง (Programme Block) และระบายน้ำออกเมื่อจบขั้นตอนนั้น
โดยคุณภาพน้ำที่ใช้ก็สามารถแตกต่างกันตามขั้นตอนและข้อกำหนดของงาน โดยเฉพาะในขั้นตอน การล้างสารตกค้างออกจากเครื่องแก้ว (Rinsing) และ การล้างในขั้นตอนสุดท้าย (Final Rinsing) ซึ่งอาจต้องใช้น้ำ Demineralised Water หรือ Ultrapure Water เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของเครื่องแก้วหลังผ่านกระบวนการ ดังนั้น การกำหนดกระบวนการทำความสะอาดจึงควรมองภาพรวมของทั้งระบบ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะความสามารถของเครื่องล้างเพียงอย่างเดียว
สรุป
การทำความสะอาดเครื่องแก้วด้วย เครื่องล้างเครื่องแก้วสำหรับห้องปฏิบัติการ (Laboratory Washer) เป็นกระบวนการที่ประกอบด้วยหลายขั้นตอน ตั้งแต่ Pre-cleaning, Cleaning, Neutralisation, Rinsing, Final Rinsing, Disinfection ในกรณีที่จำเป็น และ Drying โดยแต่ละขั้นตอนมีหน้าที่แตกต่างกันและทำงานต่อเนื่องกันภายใต้กระบวนการที่กำหนดไว้
การเลือกและกำหนดกระบวนการสำหรับเครื่องล้างเครื่องแก้วจึงควรพิจารณาจาก ลักษณะงานจริงของห้องปฏิบัติการ เพื่อให้กระบวนการทำความสะอาดมีความเหมาะสม สม่ำเสมอ และสอดคล้องกับการนำเครื่องแก้วกลับมาใช้งานในขั้นตอนต่อไป
